เปาบุ้นจิ้น: ขุนนางผู้ทรงคุณธรรม

เปาบุ้นจิ้นเป็นผู้ที่ชาวไทยจำนวนมากรู้จักกันดี โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป เพราะว่าน่าจะเคยได้ชมซีรีส์จีนอันโด่งดังที่ฉายซ้ำไปมา ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้คนไทยคิดว่า เปาบุ้นจิ้น (ท่านเปา) ต้องหน้าดำมาก และมีพระจันทร์เสี้ยวที่หน้าผาก ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องแต่งที่ใช้ในบทละครงิ้วทั้งนั้น

ตำนานเกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นมีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะที่ชาวจีนต้องประสบกับขุนนางกังฉิน ตำนานเปาบุ้นจิ้นก็จะงอกขึ้นมาใหม่เพื่อเสียดสีเหตุการณ์ที่พวกเขาต้องพบเจอ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าคดีดังๆ ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง

แต่สิ่งที่ตำนานและประวัติศาสตร์ไปด้วยกันได้ คือ ความซื่อสัตย์ของเปาบุ้นจิ้น

ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ขุนนางกังฉินชุกชุมยิ่งนักจากการที่ฮ่องเต้หลายพระองค์ทรงมีพระสติปัญญาธรรมดา ขุนนางเหล่านี้จึงฉวยโอกาสฉ้อโกงท้องพระคลังและกดขี่ราษฎรให้เดือดร้อนไปทั่ว

อย่างไรก็ตามฟ้าได้ให้ชายผู้หนึ่งเกิดขึ้นมา เพื่อจัดการกับความสกปรกเหล่านี้ ชายผู้นี้ก็คือเปาบุ้นจิ้นนั่นเอง

เปาบุ้นจิ้นเกิดมาในนามเปาเจิ่ง เขาเกิดมาในตระกูลบัณฑิต แต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก ในวัยเด็กเปาเจิ่งคลุกคลีอยู่กับชนชั้นล่าง ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกที่ถูกบรรดาชนชั้นสูงกดขี่ได้เป็นอย่างดี การที่ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ตั้งแต่เด็ก เปาเจิ่งจึงเกลียดชังการโกงกินมาก และรักความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด

รูปวาดของเปาเจิ่ง ฝีมือของจิตรกรในศตวรรษที่ 17 Cr: Wikimedia Commons

เปาเจิ่งเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เมื่ออายุ 29 ปีจึงสอบผ่านขั้นสูงสุด (จิ้นสื้อ) ได้สำเร็จการสอบจิ้นสื้อคือ การสอบจอหงวนในหนังจีนนั่นแหละครับ ผู้ที่ได้ที่ 1 ของทั้งอาณาจักรจะได้รับขนานนามเป็นจ้วงหยวน หรือ จอหงวน

หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นผู้ตรวจการ หรือ ผู้พิพากษาในเมืองต่างๆ เขาตัดสินคดีด้วยความเฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์และยุติธรรมเที่ยงตรง โดยไม่เห็นแก่สินบนและอำนาจเบี้องบน บรรดาราษฎรในเมืองต่างๆ จึงรักเขามาก

มีอยู่วันหนึ่ง เปาเจิ่งได้เป็นผู้ตรวจการที่เมืองตวนโจวที่โด่งดังเรื่องจานฝนหมึก เขาพบว่าผู้ตรวจการคนก่อนได้เรียกเก็บจานฝนหมึกจากบรรดาผู้ผลิตมากกว่าที่ฮ่องเต้ทรงกำหนดไว้หลายสิบเท่า ผู้ตรวจการเหล่านี้ปรารถนาจะนำจานฝนหมึกเหล่านี้ไปติดสินบนขุนนางระดับสูงให้พวกตนได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง

เปาเจิ่งจึงเปิดเผยเรื่องทั้งหมด และสั่งให้เก็บบรรณาการตามที่ราชสำนักกำหนดมาเท่านั้น เมื่อเขาจะจากเมืองตวนโจวไปเมืองอื่น ลูกน้องคนสนิทของเขาได้นำจานฝนหมึกติดไปอันหนึ่ง เปาเจิ่งพบเห็นเข้าก็เขวี้ยงทิ้งจนแตกทันที

หลังจากนั้นเปาเจิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเมืองเปียนเหลียง (ไคเฟิง) ที่เป็นเมืองหลวงอยู่นานสองปี เขาได้ชำระคดีต่างๆ มากมาย กำราบพวกขุนนางกังฉินที่ฉ้อโกงประชาชนอย่างไปสามสิบกว่าคน รวมไปถึงอาของเปาเจิ่งเอง พระปิตุลาของฮ่องเต้ และครอบครัวอำมาตย์ที่เรืองอำนาจคนอื่นๆ

พวกกังฉินจึงเกรงกลัวเขามาก นอกจากนั้นเปาเจิ่งยังอนุญาตให้ราษฎรมาร้องทุกข์กับตนได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านผู้ใด ทำให้ราษฎรได้รับความยุติธรรมมากขึ้น ตลอดเวลาสามสิบปีที่เป็นขุนนาง เปาเจิ่งจัดการปลดและลงโทษขุนนางในราชสำนักไปมากกว่าสามสิบคนที่ทำการฉ้อโกงเงินหลวง รับสินบน บิดเบือนกฎหมาย ละเลยหน้าที่

ในภายหลังเปาเจิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดูแลด้านการคลังของราชสำนัก เขาจัดการปฎิรูปมากมาย ทำให้ราชสำนักมีรายรับที่เป็นระบบมากขึ้น และการคอรัปชั่นก็ลดลงไปอย่างมากอีกด้วย

ถึงแม้เปาเจิ่งจะมีตำแหน่งสูงในราชสำนัก เขากลับใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีทรัพย์สินใดๆมากนัก นอกจากนี้เปาเจิ่งยังมีชือเสียงมากในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีและความเคร่งขรึม โดยในประเด็นที่สองมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า

รอยยิ้มของท่านเปานั้นหายากยิ่งกว่าน้ำใสในแม่น้ำเหลืองเสียอีก

ทั้งนี้แม่น้ำเหลือง หรือ แม่น้ำฮวงโหเป็นแม่น้ำที่มีสีเหลืองขุ่นอยู่เกือบจะตลอดเวลา การพบเห็นน้ำใสในแม่น้ำดังกล่าวย่อมเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ยากเท่าการพบเห็นรอยยิ้มของท่านเปา

เปาเจิ่งเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 63 ปี ก่อนจะเสียชีวิตเขาได้ลั่นวาจาไว้ว่า

ลูกหลานสกุลเปาคนใด ริอาจรับสินบน จงอย่าได้กลับมาที่บ้าน และอย่าได้นำศพมาฝังในสุสานของตระกูล ผู้ใดไม่มีคุณธรรมล้วนแต่ไม่ใช่ลูกหลานของข้า

เปาเจิ่ง

หลังจากเปาเจิ่งเสียชีวิต ชาวจีนสักการะเขาในฐานะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ในฐานะที่เขาเป็นข้าราชการผู้เที่ยงตรง รักความยุติธรรม คู่กับเย่ว์เฟย เทพเจ้าแห่งความจงรักภักดี

ในเวลาต่อมาได้มีคำกล่าวว่า “สินบนมิอาจเข้าถึง ท่านเปายมราช” ซึ่งเป็นการยกย่องเปาเจิ่งให้เป็นเทพเจ้า ผู้ที่รอจะจัดการพวกกังฉินตอนที่พวกมันสิ้นชีวิตไปแล้ว

ศาลแห่งเมืองไคเฟิงพร้อมเครื่องประหารทั้งสามของเปาเจิ่ง Cr: dmantu/timmyshin, wikimedia commons

เรื่องของเปาเจิ่งได้ถูกนำมาทำเป็นละครงิ้วที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยโบราณ หากแต่ว่าบทงิ้วเกือบทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เสริมเติมแต่งขึ้นมาให้การตัดสินคดีของเปาเจิ่งนั้นมีดราม่าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม วัดเปากงที่อุทิศให้กับเปาเจิ่งถูกพวกเรดการ์ดปล้นสะดม พวกเขายังบังคับให้ลูกหลานสกุลเปาเผารูปวาดของเปาเจิ่งที่เก็บรักษากันมาหลายร้อยปีอีกด้วย หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง รัฐบาลจีนได้ตั้งกรรมการขึ้นเพื่อปกป้องรักษาอัฐิของเปาเจิ่ง คณะกรรมการพบว่าอัฐิเสียหายไปบางส่วน พวกเขาได้นำอัฐิทั้งหมดมอบให้กับลูกหลานสกุลเปาที่บ้านเกิดของเปาเจิ่ง แต่ลูกหลานปฏิเสธที่จะฝังอัฐิลงกับพื้นดิน เพราะเกรงว่าจะอัฐิของเปาเจิ่งจะสูญหายไปตลอดกาล

ลูกหลานของเปาเจิ่งเกรงว่าอัฐิจะถูกทำลายอีก พวกเขาจึงซ่อนอัฐิไว้ในสถานที่ลับ ในเวลาต่อมาได้มีการสร้างสุสานใหม่ให้กับเปาเจิ่ง อัฐิถูกนำไปเก็บไว้ในที่แห่งนั้นจนมาถึงทุกวันนี้

error: Content is protected !!