ประวัติศาสตร์นารายณ์สิบปาง: การอวตารทั้งสิบครั้งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ

นารายณ์สิบปาง: การอวตารทั้งสิบครั้งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ

ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระเจ้าสูงสุดแตกต่างกันไปแต่ละนิกาย บ้างก็ว่าพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุดบ้าง พระศิวะบ้าง พระนารายณ์หรือพระวิษณุบ้าง พระนางอุมาเทวีบ้าง

ศาสนิกมีความเชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาเคยจุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ โดยการลงมาเกิดในโลกมนุษย์นี้เรียกว่า อวตาร (Avatar)

อวตารของพระเจ้าที่พูดถึงบ่อยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดคือ อวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ทั้งสองเป็นองค์เดียวกันจะเรียกชื่ออย่างไรก็ได้ พระวิษณุจะแบ่งภาค (อวตาร) ลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อปราบมารอยู่บ่อยครั้งด้วยกัน แต่ที่เป็นอวตารหลักคือ ทศาวตาร (Dashavatara) หรือ อวตารทั้งสิบ

อวตารทั้งสิบนี้เป็นการอวตารที่สำคัญที่สุดของพระวิษณุ ในแต่ละอวตารมีความซับซ้อนไม่น้อย ดังที่ท่านจะเห็นดังต่อไปนี้ (รูปประกอบตามด้านล่าง)

1. มัสยา

อวตารแรกของพระวิษณุคือ มัสยา (Matsya) พระวิษณุอวตารเป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งปลา (บ้างว่าปลาทั้งตัว) มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ชื่อ มนุ (Manu) ให้พ้นจากน้ำท่วมใหญ่

ในคัมภีร์พระเวทเล่าว่า มนุได้ช่วยเหลือปลาเล็กๆตัวหนึ่ง ปลาตัวนี้คือมัสยานั่นเอง เขาได้เลี้ยงดูจนมันเติบใหญ่เป็นปลาขนาดใหญ่ และได้ช่วยเหลือให้มันออกสู่มหาสมุทร มัสยาตอบแทนมนุด้วยการบอกว่ากำลังจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ให้มนุสร้างเรือเตรียมตัวเอาไว้ เมื่อถึงวันนั้นให้มนุนำเรือไปผูกกับเขาของมัสยา (เป็นปลาที่มีเขา)

มนุได้ปฏิบัติตามคำสั่งของมัสยา เขาได้นำญาติพี่น้อง สัตว์และพืชต่างๆ ไปไว้บนเรือดังกล่าว เมื่อเกิดน้ำท่วม มัสยาก็มาถึง เขาได้ผูกเรือไว้กับเขาของมัสยา ท้ายที่สุดแล้วมัสยาลากเรือของมนุไปที่เทือกเขาหิมาลัยอันเป็นที่สูง มนุได้ตั้งหลักปักฐานลงที่นั่นและได้สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ สัตว์ และพืชต่อมา

มัสยาและมนุ

จะว่าไปเรื่องนี้ก็คล้ายกับเรื่องของโนอาห์ไม่น้อย

เรื่องมัสยานี้ดั้งเดิมกล่าวถึงพระเจ้าผู้อวตารลงมาคือ พระพรหม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป พระเจ้าที่กล่าวถึงกลายเป็นพระวิษณุแทน คัมภีร์ปุราณะ (ที่เขียนหลังคัมภีร์พระเวท) ได้เล่าเรื่องเสริมที่ต่างออกไปว่า พระวิษณุอวตารลงมาเป็นมัสยาเพื่อสังหารยักษ์ที่ขโมยคัมภีร์พระเวทไป

นอกจากนี้ยังมีการเล่าในรูปแบบอื่นๆ อีก ซึ่งก็น่าจะเกิดจากการวิวัฒนาการของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั่นเอง

2. กูรมะ

อวตารที่สองของพระวิษณุคือ กูรมะ (Kurma) พระวิษณุอวตารลงมาเป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งเต่า (บ้างก็ว่าเต่าเต็มตัว) เพื่อรองรับจักรวาลในพิธีเกษียรสมุทร เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องมัสยาในแง่ที่ว่า ดั้งเดิมแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระเจ้าลงมาช่วยเหลือมนุษย์เมื่อโลกเกิดปัญหา

กูรมะ

มีการเล่าแยกออกไปว่า กูรมะแปลงร่างเป็นหญิงสาวชื่อโมหินีเพื่อหลอกลวงพวกยักษ์มารเพื่อที่จะนำน้ำทิพย์อมตะกลับมา โมหินีทำได้สำเร็จเหล่ายักษ์มารจึงไม่เป็นอมตะทำให้สามารถปกป้องโลกเอาไว้ได้

3. วราหะ

อวตารที่สามคือ วราหะ (Varaha) พระวิษณุอวตารลงมาเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นหมูป่า เพื่อสังหารหิรันตยักษ์ที่ม้วนเอาโลกไป แต่เดิมเรื่องนี้กล่าวว่าพระเจ้าที่ลงมาอวตารคือ พระพรหม แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เปลี่ยนเป็นพระวิษณุ

หิรันตยักษ์เป็นยักษ์ที่มีอานุภาพมาก มันได้กดขี่เทพีแห่งโลกอย่างเทพีภูเทวี และยังได้ข่มเหงเหล่ามนุษย์โลกมากมาย พระวิษณุจึงอวตารลงมาเป็นวราหะ มนุษย์ครึ่งคนครึ่งหมูป่า วราหะได้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำเพื่อช่วยเหลือเทพีภูเทวีออกมา และสังหารหิรันตยักษ์เสียด้วยการฟาดด้วยตะบอง

วราหะฆ่าหิรันตยักษ์

4. นรสิงห์

อวตารที่สี่คือ นรสิงห์ (Narasimha) พระวิษณุอวตารลงมาเป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสิงโตเพื่อสังหารหิรัณยกศิปุ ผู้เป็นพี่ชายของหิรันตยักษ์ ที่ถูกวราหะสังหารไปแล้ว

หิรัณยกศิปุมีฤทธานุภาพมาก เขาไม่สามารถถูกสังหารได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ทั้งจากภายนอกและภายใน และทั้งจากเทพเจ้า มนุษย์ ปีศาจ และ สัตว์ เพราะเขาได้รับพรจากพระพรหม ยักษ์ตนนี้เริ่มจะไล่ล่าสังหารผู้ที่นับถือพระวิษณุ เพราะว่ามันเคืองแค้นที่อวตารของพระวิษณุสังหารพี่ชายของมัน

รูปปั้นนรสิงห์ Cr: Ks.mini

พระวิษณุจึงอวตารมาเป็นนรสิงห์ ซึ่งเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ นรสิงห์มาต่อสู้กับยักษ์ตนนี้ในเวลาพลบค่ำ (ครึ่งกลางวันครึ่งกลางคืน) โดยนรสิงห์สังหารหิรัณยกศิปุที่ขอบลานบ้าน (ครึ่งในบ้านและนอกบ้าน) และยังมีครึ่งๆ อีกมากมาย ทำให้สุดท้ายแล้วหิรัณยกศิปุถูกนรสิงห์สังหารได้ในที่สุด เพราะพรของพระพรหมไม่ได้ห้ามการถูกสังหารแบบครึ่งๆกลางๆ

ยักษ์ตนนี้จึงถูกสังหารในที่สุด พระวิษณุสามารถปกป้องโลกไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง

5. วนามะ

อวตารที่ห้าคือวนามะ (Vanama) พระวิษณุอวตารมาเป็นคนแคระชื่อวนามะ เพื่อสังหารมหาบาลี พญายักษ์ ผู้ใช้พลังมหาศาลในการควบคุมจักรวาล และปรับเปลี่ยนมันอย่างที่ใจต้องการ

มีอยู่วันหนึ่งมหาบาลีได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงและบูชายัญและทำการแจกจ่ายสิ่งของมากมาย วนามะก็ได้รับแจกด้วย มหาบาลีเสนอว่าเขาสามารถมอบความร่ำรวยและทุกสิ่งที่วนามะต้องการ วนามะกลับตอบว่าเขาต้องการที่ดินแค่ชั่วสามก้าวเดินเท่านั้น มหาบาลีเห็นว่าสิ่งที่วนามะเรียกร้องมันจิ๊บจ๊อยมาก มหาบาลีจึงประกาศว่าจะมอบให้

วนามะ

ทันใดนั้นวนามะขยายร่างของตนเองให้ใหญ่เทียบเท่ากับจักรวาล ในก้าวแรกเขาเหยียบลงที่โลกทั้งดวง ในก้าวที่สองสวรรค์ทั้งปวง ในก้าวที่สามทั่วทั้งนรกภูมิ ในก้าวที่สามเขาได้เหยียบที่ศีรษะของมหาบาลีด้วย ทำให้มหาบาลีลงไปสู๋นรกในที่สุด

6. ปรศุราม

อวตารที่หกคือ ปรศุราม (Parashurama) พระวิษณุอวตารมาเป็นพราหมณ์ชื่อปรศุราม เพื่อมาสังหารพวกวรรณะกษัตริย์ในเวลานั้นที่กดขี่วรรณะอื่นอย่างหนัก โดยเฉพาะกษัตริย์ที่ชื่อกรรตวิรยะอรชุน ปรศุรามเป็นอวตารแรกของพระวิษณุที่ไม่ได้เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์

ปรศุราม

ปรศุรามเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธทุกรูปแบบ โดยเฉพาะขวาน เขาสามารถสังหารกรรตวิรยะอรชุนได้สำเร็จ วรรณะกษัตริย์ที่หยิ่งผยองทั่วทั้งโลกได้ท้าต่อสู้กับปรศุราม แต่ไม่มีใครต้านทานได้เลย ปรศุรามจึงได้สังหารวรรณะกษัตริย์จนแทบหมดสิ้นทั้งโลก

ด้วยความที่เขาเป็นหนึ่งในพวกที่มีอายุเป็นอมตะ (Chiranjivi) เขาจึงมีชีวิตอยู่ถึงยุคมหาภารตะ เขาเป็นอาจารย์ของกรรณะ แต่เป็นผู้สาปให้กรรณะหลงลืมวิชาความรู้ทั้งหมดเมื่อต้องการใช้มันเป็นที่สุด คำสาปนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อรชุนสามารถสังหารกรรณะได้สำเร็จ

7. พระราม หรือ ราม

อวตารที่เจ็ดคือ ราม หรือ พระรามในเรื่องรามายณะ ที่ไทยมาเปลี่ยนเป็นเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องนี้เราคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว รามเป็นหนึ่งในอวตารที่มีชื่อเสียงที่สุดในอวตารทั้งสิบ ผู้เขียนคงไม่ต้องอธิบายเรื่องเล่าของรามมากนัก เพราะน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว

พระราม นางสีดา และพระลักษมณ์

8. กฤษณะ

อวตารที่ 8 คือ กฤษณะ (Krishna) พระวิษณุอวตารมาเป็นพระกฤษณะในเรื่องมหาภารตะ ปางนี้เป็นปางที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุด โดยชาวฮินดูเชื่อว่าปางนี้เป็นปางที่ทรงพลังมากที่สุด ในบางนิกายจะนับว่าพระกฤษณะ เป็นเทพเจ้าสูงสุดโดยไม่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุด้วยซ้ำไป

กฤษณะเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นที่สุด เขามาเพื่อผดุงความยุติธรรมและจรรโลงธรรมะ โดยอยู่กับฝ่ายปาณฑพตลอดการสู้รบ แต่ทว่ากฤษณะไม่เคยจับอาวุธเลย กฤษณะใช้เล่ห์กลต่างๆ เพื่อเอาชนะฝ่ายเการพ ฝ่ายที่เป็นฝ่ายอธรรม (ถึงกระนั้นถ้าท่านใดเคยอ่านมหาภารตะ น่าจะทราบว่าฝ่ายเการพไม่ได้เลวบริสุทธิ์)

กฤษณะสั่งสอนอรชุน ก่อนการรบที่ทุ่งกุรุเกษตร

ในเรื่องมหาภารตะนี้ กฤษณะได้แสดงร่างที่แท้จริงของพระองค์ และเทศนาเรื่องภควัตคีตา อันเป็นหลักการที่สำคัญของศาสนาฮินดูให้แก่อรชุน

9. พระพุทธเจ้า (Buddha)

พระวิษณุอวตารมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อชักนำพวกปีศาจ และพวกนอกรีตให้ไปในทางผิด หรือในบางนิกายก็ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้เริ่มแนวคิดแบบอหิงสา แนวคิดแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นหลังจากการกำเนิดและการขยายตัวของศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจึงต้องปรับตัว และเริ่มใช้วิธีการกลืนศาสนาพุทธด้วยการเปลี่ยนพระพุทธเจ้าให้เป็นอวตารของพระวิษณุ และเปลี่ยนพุทธศาสนิกให้กลายเป็น “พวกปีศาจผู้หลงผิด”

10. กัลกี (Kalki)

อวตารของพระวิษณุในอนาคต กัลกีจะเป็นชายหนุ่มขี่ม้าขาว เขาจะทำลายทุกสิ่งที่ผิดคุณธรรมและปราบยุคเข็ญ

กัลกี

นอกจากนี้ยังมีอวตารอื่นๆ มากมายที่สอดแทรกใน 10 อวตารนี้ ซึ่งความแตกต่างนี้เกิดจากความเชื่อของนิกายที่แตกต่างกันของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในทุกอวตารพระลักษมี พระมเหสีของพระวิษณุจะติดตามลงไปด้วยทุกครั้ง

ทั้งนี้นักวิเคราะห์บางท่านวิเคราะห์ว่า อวตารทั้ง 10 นี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก จากปลา (มัสยา) ไปเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กูรมะ) ต่อมาก็เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (วราหะและนรสิงห์) จนสุดท้ายก็เป็นมนุษย์ (อวตารที่ 5-10)

บทความการศึกษา

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!